ที่สุดของตรีเอกานุภาพ สภาวะรวมตัวของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด(คติพราหมณ์)พระตรีมูรติ ... มนุษย์เรานั้น เพียรในตบะสมาธิอันเเรงกล้า เพียงปรารถนาเพื่อพบเจอกับพลังอำนาจสูงสุด และในภาวะนั้น ก็ได้กำเนิดเทวะต่างๆขึ้นมามากมายเพื่อเป็นรูปลักษณ์ของพลังอำนาจต่างๆ ในความเชื่อของศาสนาพราหมณ์นั้น เราต้องทำใจให้เป็นกลางก่อนว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นมานมนานเเล้ว เกิดขึ้นเเละตั้งอยู่ก่อนพระพุทธศาสนา ทวยเทพทั้งมวลเช่น พระอินทร์ พระยม พระวรุณ เป็นต้น เทพผู้มีศักดิ์ใหญ่เหล่านี้ เเม้ศาสนาพุทธของเราก็ให้การยอมรับว่ามีอยู่จริง แปลกหรือไม่ ทำไมในศาสนาพุทธเรา ถึงไม่มีการกล่าวถึงพระผู้เป็นเจ้าทั้งสามเลย นอกจากตำนานในบางเรื่องที่เกิดจากชาวพุทธรุ่นหลังเเต่งขึ้นที่ทำให้พระอิศวรดูด้อยกว่าพระพุทธเจ้าก็มี เมื่อพระพุทธองค์ยังทรงดำรงค์พระชนม์อยู่ ก็ไม่ได้ก้าวก่ายหรือพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้ เพราะว่า ปัญหานั้นไม่มีประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความคลายทุกข์ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพาน ดังนั้นพระองค์จึงไม่ตอบเพราะไม่ต้องการให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่เเต่เรื่องอภินิหาริย์เเละสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจนไม่เปนอันทำอะไรนั่นเอง แต่พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ พระเป็นเจ้าทั้งสามของพราหมณ์นั้น จะมีก็เเต่เพียงพระพรหมที่ชาวพุทธเราพูดถึงบ่อยๆ ซึ่งพรหมของพุทธกับพราหมณ์ก็ต่างกันโดยสิ้นเชิง พรหมของพุทธมีมากมายนับประมาณมิได้ เเต่พระพรหมของพราหมณ์มีองค์เดียว ทั้งนี้พ่ออาจารย์ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่าความจริงเเล้ว ในสมัยก่อนพระพุทธศาสนายังไม่ได้เกิดขึ้นนั้น ก็มีพรหมต่างๆมากมายอยู่เเล้ว พรหมในที่นี้คือผู้บำเพ็ญตบะตามวิธีของพราหมณ์อย่างอุกฤษฏ์นั่นเอง นั่นก็คือมนุษย์เรานี้เเหละที่มีคุณธรรมสูงจนไปเกิดในพรหมโลก ซึ่งตามคำสอนของเค้าก็มีบอกเเล้วว่ามนุษย์เรานี่เเหละหากบำเพ็ญก็สามารถจะเข้าถึงความเป็นพรหมได้ นี่คือพรหมมากมายที่อุบัติขึ้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้เข้าถึงความเป็นปรพรหมเช่นพระผู้เป็นเจ้าทั้งสาม ขอย้ำว่าวันนี้เราจะพิมพ์ตามคติพราหมณ์ อิงคำพูดพ่ออาจารย์เป็นเเนวทางไว้ พระผู้เป็นเจ้าทั้งสามนี้ คืออะไร หากจะกล่าวว่าสามเทพเจ้านี้คือพลังธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลโดยเเท้ก็ไม่ผิด แต่เป็นพลังอำนาจที่มีตัวรู้ มีจิตสำนึก มีความรู้สึกนึกคิดที่สะสมมายาวนาน สืบเนื่องจากได้รับการบูชาของมนุษย์นั่นเอง เธอเข้าใจกันหรือไม่ เพราะเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า หากยังมีศาสนาอยู่พระเจ้าทั้ง3นี้ ก็ยังมีอยู่นั่นเอง ทีนี้เรามาทำความเข้าใจกันก่อน รูปลักษณ์ของเทพเจ้าทั้งสามนี้ล้วนมีความหมายอันยิ่งใหญ่เเฝงปรัชญาศาสนาลึกซึ้งอยู่ในตัวเอง สามเทพนี้คืออะไร 1. พระอิศวรหรือพระโพเลนาถศิวะสังกร ก็คือพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ พลังอำนาจแห่งมหากรุณาต่อสรรพชีวิต มีหน้าที่ประทานพรทุกประการเเก่ผู้ศรัทธา มีพลังอำนาจในการทำลายล้าง หมายถึงการทำลายเพื่อให้เกิดใหม่ ทำลายอกุศลตั้งต้นเพื่อเป็นเหตุให้เกิดกุศล ทำลายล้างความชั่วร้ายเพื่อแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ดีงาม 2. พระวิษณุนารายณ์ พระองค์ก็คือพลังอำนาจแห่งสัจธรรม มีหน้าที่พิทักษ์รักษาเเละจรรโลงคุณงามความดี หากใครขึ้นชื่อว่าเป็นคนดีเเล้วพระองค์ย่อมอนุกูลช่วยเหลือเต็มที่ ดั่งคำที่ว่าอภิบาลคนดี ย่ำยีหมู่มารทุจริต หน้าที่ของพระองค์คือพิทักษ์จักรวาล เปรียบเสมือนตาชั่งที่คอยถ่วงดุลย์ความดีเเละความชั่ว หากความชั่วอหังการกำเริบเสิบสานก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องมากำจัดให้หมดไป 3. พระบรมบิดาพรหมเทพ พระองค์เปี่ยมไปด้วยมหาเมตตาเเก่สรรพชีวิต มีหน้าที่สร้างสรรค์ทุกสรรพสิ่ง เป็นพลังงานในการสร้าง ตราบใดที่พระองค์ยังดำรงค์อยู่ อำนาจและจิตวิญญาณเเห่งการสร้างสรรค์ทั้งปวงก็จะดำเนินการต่อไปหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านยุคสมัยต่างๆ ดั่งที่บอกไว้เเล้ว พระผู้เป็นเจ้าทั้งสามนั้น จะล่วงรู้เพียงหน้าที่ของพระองค์เอง ดังนั้นสิ่งที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ พระองค์ย่อมไม่กระทำเเละไม่ก้าวล่วง การจะเข้าถึง นอกจากต้องอาศัยความเชื่อเป็นพื้นฐานเเล้ว ยังต้องศรัทธาปฏิบัติจริงจังอีกด้วย กล่าวได้โดยง่ายเลยว่า วิถิพุทธนั้นเป็นทางเดินคนละสาย ไม่สามารถที่จะเอามรรคเอาผลมาใช้เพื่อค้นหาเทพเจ้าทั้งสามนี้ได้ มาเข้าเรื่องกันที่พระตรีมูรติ ก็อีกนั่นเเหละคนไทยนิยมชมชอบที่จะบูชาตรีเทพในลักษณาการพระตรีมูรติ เพราะคิดว่าคุ้ม บูชาทีเดียวครบซึ่งไม่รู้ไปจำเเละไปเอาความคิดนี้มาจากไหนใครเขาสั่งสอน เพราะเเม้เเต่ต้นสายในอินเดียเองการบูชาเทพเจ้าก็มักบูชาเเยกเป็นองค์ๆเพื่อความสำเร็จที่ชัดเจน ไม่นิยมนำมาบูชาร่วมกัน เเต่เราเองก็มีความปรารถนาที่จะสร้างเเละเชิญสามเทพเจ้านี้มาอยู่รวมกัน เเต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หนักเอาการในการลงเเละการเสก และก็ต้องทำให้ถูกรูปลักษณ์ไม่ใช่จำลองมาดัดเเปลงไปๆมาๆกลายเป็นพระศิวะสังกรปางปัญจมุขเเบบที่ตั้งตระหง่านคนนิยมไปกราบเเล้วเขียนชื่อบอกว่าพระตรีมูรติเเบบนั้นไม่ใช่ เพราะพลังอำนาจที่เเยกออกมาทั้งสามรูปนั้น หากนำกลับมารวมกันเเล้วก็กล่าวได้เลยว่าจะเป็นพลังอำนาจสูงสุด หมายถึงที่สุดของที่สุดเป็นพลังแห่งปรพรหมหมายถึงองค์อาตมันหรือดวงชีพนิรันดร์นั่นเอง ซึ่งพ่ออาจารย์พลได้เล็งเห็นถึงอะไรหลายๆอย่าง จึงได้สร้างสิ่งที่เรียกว่าสุดยอดขึ้นมา เพื่อรักษาสรรพวิชาในฝ่ายของไสยเวทย์เอาไว้ให้บริบูรณ์ ท่านว่าหากจะมองดีๆเเล้ว สามเทพนั้นก็เปรียบเสมือนสัจธรรมทั้งสามสิ่ง คือ 1. การเกิดขึ้น หมายถึง พระพรหม 2. การตั้งอยู่ หมายถึง พระวิษณุนารายณ์ 3. การดับไป หมายถึง พระศิวะสังกร เมื่อจะทำเเล้วนอกจากนำเอาของสูงมาสร้าง ซึ่งก็คือไม้สักทองชุดของสมเด็จโตที่ยังเหลือๆ นำมาเเกะจำลองเป็นรูปลักษณ์เท่านั้นยังไม่พอ การเสกการทำทุกอย่างยังต้องประณีตอีกด้วย ผงที่นำมาอุดด้านหลังนี้ ท่านใช้สูตรผงลบมือผสมผงขมิ้นกับปูน เป็นสูตรผงที่ใช้ทำพระจักรพรรดิ์มาลาแบบนั้น ท่านถือว่าเป็นเคล็ดที่ว่าขมิ้นกับปูนไม่ถูกกัน ยังรวมตัวกันอยู่ด้วยกันได้ สามเทพซึ่งปกติจะเเยกออกจากกันก็ถึงเวลาเเล้วที่จะรวมผสมกลมกลืนกัน เป็นเคล็ดเพื่อให้การรวมตัวของเทพเจ้าทั้งสามสำเร็จเเละผสมผสานกันลงตัวดึงเอาอานุภาพออกมาใช้ได้สูงสุด สำหรับองค์ที่เอามาให้ดูนี้ เป็นองค์ครู องค์เดียวในโลก ซึ่งมีศิลามงคลมูรติฝังไว้ซึ่งเป็นชุดเหล็กไหลภูเขาควายที่เข้าลักษณะมงคลทั้งหมด 1. ศิวลึงค์ ตัวเเทนของพระศิวะเจ้า สัญลักษณ์ที่เเม้เเต่เทวดาทั้งหลายยังต้องให้ความเคารพ 2. กงจักรหิน นับเข้าข่ายศาลิคราม มูรติเเทนองค์พระวิษณุนารายณ์ ซึ่งลูกนี้เป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมากเพราะมีดุมล้อเเละลายเหมืองกงจักรชัดเจน ซึ่งศาลิครามนี้ก็คือสุทัศนะจักรของพระวิษณุนั่นเอง 3. หอยสังข์ เป็นเหล็กไหลภูเขาควายอีกก้อนหนึ่ง ที่มีลักษณะเหมือนหอยสังข์ ซึ่งเป็น1ในของมงคลของพราหมณ์ นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องบริโภคมีความหมายเป็นสื่อเเทนองค์พระวิษณุนารายณ์ด้วยนั่นเอง ซึ่งปกติเเล้วจะต้องมีของสองสิ่ง นั่นคือศาลิครามเเละหอยสังข์ องค์นี้ถือว่าได้ครบทีเดียว 4. โยนี เป็นเหล็กไหลที่มีลักษณะเหมือนโยนีหรืออวัยวะเพศสตรี ฝังรวมไว้เพื่อความหมายสองนัยยะ 1.เพื่อเป็นตัวเเทนของพลังมหาศักติคู่กับพระศิวะเจ้า 2.โยนีเมื่อรวมกับศิวลึงค์นั้นมีความหมายถึงพลังอำนาจของการสร้างสรรค์สรรพชีวิตซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรหมเทพนั่นเอง 5. ฝังตะกรุดที่ทำวิชาเฉพาะ ไม่อนุญาติให้เปิดเผย รูปแบบด้านหน้า องค์ตรงกลางคือพระวิษณุนารายณ์ องค์ที่มีพระจันทร์ที่มวยผมเเละมีสายน้ำพระเเม่คงคาไหลออกมาจากมวยผมคือพระศิวะสังกร องค์ที่ใส่มงกุฏคือพระพรหมเทพ ที่ทับทรวงของพระตรีมูรตินี้ พ่ออาจารย์ได้นำพระธาตุเเก้วจักรพรรดิ์บรรจุลงไปด้วย เพื่อให้ตรงกับตำนานแก้วเกาสตุภะ เเก้วทับอกของพระนารายณ์ที่มีคุณเเละให้ประโยชน์แก่ผู้ครอบครองมหาศาล หากผู้ครอบครองประพฤติผิดคิดชั่ว เเก้วนี้ก็จะเป็นสิ่งทำลายล้างชีวิตของเขาเอง สำหรับองค์ครูนี้ขนาดใหญ่กว่าเเละก็เป็นของฝังที่หาได้ยากมีเพียงองค์เดียวในโลกที่จะนำเหล็กไหภูเขาควายที่มีลักษณะเป็นมงคลตามธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นเองมาฝังซึ่งหาได้ยากอย่างยิ่ง วิธีการบูชา เมื่อแรกรับพ่ออาจารย์ให้หาขนเเววหางนกยูงมาวางทับไว้ เเละหมั่นถวายนมอย่าได้ขาด
พระตรีมูรติ องค์ครู กxส= 7x9 ซ.ม.